
“อย่าเพิ่งใส่ปุ๋ย อย่าเพิ่งเร่งใบ”
เพราะ 7 วันแรกหลังน้ำลด คือช่วงสำคัญของการรักษารากทุเรียน!
หลังเผชิญน้ำท่วมขัง สวนทุเรียนอาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด
โดยเฉพาะระบบรากที่ขาดออกซิเจน ส่งผลให้ต้นอ่อนแอ
ดูดน้ำและธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่ หากรีบเร่งบำรุงโดยไม่ฟื้นฟูระบบรากก่อน
อาจยิ่งเพิ่มความเครียดให้ต้นทุเรียน
ทำไมน้ำท่วมจึงส่งผลกระทบต่อทุเรียน?
ดินถูกน้ำท่วมขัง รากขาดออกซิเจน
เมื่อดินอิ่มตัวด้วยน้ำเป็นเวลานาน รากจะขาดอากาศ ส่งผลให้การดูดน้ำและธาตุอาหารลดลง
หากน้ำขังต่อเนื่อง ความเสียหายของรากอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้น้ำลดแล้ว ต้นทุเรียนยังไม่ปลอดภัย!
ต้นทุเรียนอาจยังไม่แสดงอาการผิดปกติทันที แต่หลังน้ำลดอาจเริ่มพบอาการใบเหลือง
ใบตก ใบร่วง กิ่งแห้ง และรากเน่า จึงต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
4 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังน้ำลด
1 อย่ารีบย่ำราก หรือใช้เครื่องจักรหนักเข้าสวน
เพราะดินยังอ่อนตัวและอิ่มน้ำ อาจทำให้ดินอัดแน่น กระทบต่อระบบราก
2 อย่ารีบใส่ปุ๋ยเคมีเข้มข้น
ในช่วงที่รากยังเสียหายและดูดธาตุอาหารได้ไม่ดี ควรรอให้ระบบรากฟื้นตัวก่อน
3 อย่าเร่งใบหรือบังคับให้ต้นแตกยอดทันที
เพราะต้นยังอยู่ในภาวะเครียด ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบรากเป็นอันดับแรก
4 ไม่ควรรีบหว่านโดโลไมต์ทันทีหลังน้ำลด
ควรรอให้ดินระบายความชื้น ตรวจค่า pH และใช้โดโลไมต์เฉพาะเมื่อจำเป็น ในอัตราที่เหมาะสม
แนวทางฟื้นฟูสวนทุเรียนหลังน้ำลด
ขั้นตอนที่ 1 : พ่นอาหารทางใบ ใช้ได้ในทันที
หลังน้ำลด ระบบรากอาจยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงควรเสริมสารอาหารทางใบ เพื่อช่วยดูแลต้นทุเรียนในช่วงฟื้นฟู
อัตราการใช้
ดูโอทรีซูก้า 200 ซีซี
อะมิโนซาน 100 ปริมาณ 100 ซีซี
ผสมน้ำ 200 ลิตร
พ่นทางใบทุก 2–3 วัน โดยพิจารณาตามสภาพต้นและคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์
ขั้นตอนที่ 2 : ฟื้นฟูระบบรากทุเรียน
หลังน้ำลด ควรเร่งฟื้นฟูระบบราก เพื่อช่วยให้ต้นทุเรียนกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ
1. ตัดแต่งกิ่งที่เสีย ลดภาระของต้น และช่วยให้ต้นฟื้นตัวได้ดีขึ้น
2. กระตุ้นการแตกรากใหม่ ด้วยฟูลวิคพลัสและกรดฮิวมิค เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบบราก
อัตราการใช้ตามภาพ
ไมโครฟูลวิค 300 ซีซี
ฟูลวิคพลัส 500 กรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร
ฟื้นฟูระบบรากอย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมให้สวนทุเรียนหลังน้ำลด
ขั้นตอนที่ 3 : รับมือโรครากเน่า–โคนเน่าในสวนทุเรียน
หลังน้ำลด ต้นทุเรียนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่า–โคนเน่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำขังและดินมีความชื้นสูง จึงควรหมั่นตรวจสอบและจัดการอย่างเหมาะสม
1. ตรวจโคนต้นและราก หากพบอาการผิดปกติ เช่น เปลือกเน่า มีแผลฉ่ำน้ำ หรือรากเน่า ควรรีบตรวจหาสาเหตุและดำเนินการจัดการ
2. ป้องกันและควบคุมโรคพืช กรณีพบการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไฟทอปธอรา สามารถใช้สารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม (Fosetyl-aluminium) ตามคำแนะนำบนฉลาก
ผลิตภัณฑ์เฟรชรูท 80
อัตราการใช้ตามภาพ 400 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร
หมั่นสำรวจสวนหลังน้ำลด เพื่อป้องกันความเสียหายและช่วยให้ต้นทุเรียนฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม
หากพบโรคทางใบในสวนทุเรียน ระวังโรคใบไฟทอปธอรา!
โรคใบไฟทอปธอรา เกิดจากเชื้อราเทียม Phytophthora สามารถเข้าทำลายใบทุเรียน
โดยเฉพาะในช่วงที่มีความชื้นสูงหรือฝนตกชุก
แนะนำ เฮลีออส (ไดเมโทมอร์ฟ) สารป้องกันกำจัดโรคพืช สำหรับจัดการโรคที่เกิดจากเชื้อราเทียม
อัตราการใช้ตามภาพแนะนำ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร พ่น 2 ครั้งเมื่อพบการระบาด
ทั้งนี้ควรตรวจสอบอัตราและวิธีใช้ตามฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน
หากพบโรคทางใบในสวนทุเรียน ระวังโรคราใบติด!
โรคราใบติด เกิดจากเชื้อราไรซอกโทเนีย มักระบาดในช่วงที่มีความชื้นสูง ทำให้ใบทุเรียนเกิดอาการเน่า
ใบติดกัน และเชื้อสามารถลุกลามไปยังใบข้างเคียงได้
แนะนำ อะเลคซี สารป้องกันกำจัดโรคพืช สำหรับควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อรา
พร้อมตัดแต่งและเก็บทำลายส่วนที่เป็นโรค เพื่อลดการแพร่กระจาย
อัตราการใช้ตามภาพแนะนำ 150 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
หากพบโรคทางใบในสวนทุเรียน ระวังโรคแอนแทรคโนส!
โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อราคอลเลตโตตริคัม สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงที่มีความชื้นสูงหรือฝนตกชุก ทำให้ใบทุเรียนเกิดจุดสีน้ำตาล แผลแห้ง และอาจลุกลามจนใบร่วง ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของต้น
แนะนำ แอ็กราช (โพรคลอราซ) สารป้องกันกำจัดโรคพืช พร้อมหมั่นสำรวจสวน
และตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
อัตราการใช้ตามภาพแนะนำ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร เมื่อพบการระบาด
ทั้งนี้ควรตรวจสอบอัตราและวิธีใช้ตามฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน
เป็นเพื่อนกับปุ๋ยตราหญิงงาม
ได้รับข่าวสาร
และโปรโมชันก่อนใคร