24 มิถุนายน 2569

ปี 2569–2570 ชาวสวนทุเรียนต้องจับตา เอลนีโญรุนแรง ฝนลดลง อากาศเกิน 38 องศา และโจทย์ใหญ่ของการจัดการน้ำในสวนทุเรียน

เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แอดมินเคยมีโอกาสรับฟังและพูดคุยกับ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ถึงแนวโน้มความเสี่ยงของ

ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569–2570

ในเวลานั้น ยังเป็นการประเมินล่วงหน้าจากสัญญาณภูมิอากาศระยะยาว แต่วันนี้ภาพเริ่มชัดเจนมากขึ้น

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า โอกาสเกิดเอลนีโญมีแนวโน้มสูง และมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะรุนแรง

หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”ถึง80%

สำหรับชาวสวนทุเรียน เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงข่าวสภาพอากาศ

แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบทั้งระบบการผลิต

ตั้งแต่น้ำต้นทุน ดิน ราก ใบ การสะสมอาหาร การออกดอก

การติดผล ไปจนถึงคุณภาพผลผลิตในฤดูกาลหน้า

 

ภาคตะวันออก:

จับตาฝนลดลงช่วงกันยายน–พฤศจิกายน 2569

พื้นที่ทุเรียนภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง และตราด

ต้องจับตาช่วงเดือนกันยายน–พฤศจิกายน 2569 เป็นพิเศษ

เพราะเป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยวที่ต้นทุเรียนต้องฟื้นตัว

 แตกใบชุดใหม่ และสะสมอาหารเพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะออกดอก

หากช่วงนี้ฝนลดลงหรือฝนทิ้งช่วงยาว จะทำให้ดินแห้งเร็ว รากทำงานได้น้อยลง ทุเรียนพักตัว

ลดกิจกรรมการดูดน้ำและธาตุอาหารลดลง ส่งผลให้ใบชุดใหม่ไม่สมบูรณ์

 และการสะสมอาหารเพื่อออกดอกไม่เพียงพอ

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากแล้งมาเร็วในขณะที่ต้นยังไม่พร้อม ต้นทุเรียนจะเกิดความเครียดก่อนเวลา

ทำให้การออกดอกไม่สม่ำเสมอ ดอกออกน้อย หรือออกหลายรุ่นในต้นเดียวกัน

ซึ่งจะทำให้การจัดการสวนยากขึ้น และกระทบต่อคุณภาพผลผลิตในระยะยาว

 

ภาคใต้: เสี่ยงฝนแล้ง

ช่วงธันวาคม 2569 – มิถุนายน 2570 แต่ก็อาจมีฝนหนักเป็นบางช่วง

สำหรับภาคใต้ ต้องเฝ้าระวังช่วงธันวาคม 2569 ถึงมิถุนายน 2570

 เพราะหากอิทธิพลของเอลนีโญรุนแรงต่อเนื่อง

อาจทำให้เกิดฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงยาวในหลายพื้นที่

ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสำคัญของทุเรียนภาคใต้ ทั้งการเตรียมต้น

การออกดอก การติดผล และการพัฒนาผล หากน้ำไม่เพียงพอ

อาจทำให้ดอกแห้ง ดอกร่วง ผลอ่อนร่วง ผลขยายไม่เต็มที่ น้ำหนักผลลดลง และต้นโทรมหลังให้ผลผลิต

สวนที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก หรือยังไม่มีบ่อสำรองน้ำเพียงพอ

จึงต้องเริ่มวางแผนน้ำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงแล้งจริง

การแก้ปัญหาน้ำมักทำได้ยากและมีต้นทุนสูงกว่าการเตรียมพร้อมล่วงหน้า

โดยเฉพาะพื้นที่เขาและไม่มีแหล่งนำ้สำรอง

ทุเรียนออกดอกดี ไม่ใช่เพราะ “แล้งอย่างเดียว”

 

ประเด็นสำคัญที่ชาวสวนต้องเข้าใจคือ ทุเรียนไม่ได้ออกดอกดีเพราะแล้งจัดเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องมี “ความชื้นที่เหมาะสม” ร่วมกับการกระทบแล้งในจังหวะที่ต้นพร้อม

การออกดอกที่ดีต้องอาศัยหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ต้นสมบูรณ์ ใบแก่พอดี ใบมีคุณภาพ อาหารสะสมเพียงพอ

รากยังทำงานได้ และดินยังมีความชื้นเพียงพอ อุณหภมิูเหมาะสมในการดูดน้ำและอาหาร

หากแล้งมากเกินไป ดินแห้งจัด รากขาดความชื้น ต้นทุเรียนจะเข้าสู่ภาวะเครียดเพื่อเอาตัวรอด มากกว่าการสร้างดอก

ผลที่ตามมาคือดอกออกไม่สม่ำเสมอ ดอกน้อย ดอกแห้ง หรือบางต้นไม่ออกดอกเลย

แต่ถ้าชื้นมากเกินไป หรือมีฝนผิดจังหวะในช่วงชักนำดอก

 ต้นอาจแตกใบอ่อนแทนดอก ทำให้ดอกไม่พร้อมกัน และจัดการรุ่นดอกได้ยาก

ดังนั้น หัวใจของการทำดอกทุเรียนจึงไม่ใช่ “ทำให้แล้งที่สุด” แต่คือ

“รักษาความชื้นให้พอดี แล้วให้ต้นกระทบแล้งในจังหวะที่พร้อมที่สุด”

 

ซูเปอร์เอลนีโญกระทบการออกดอกอย่างไร

หากเกิดเอลนีโญรุนแรงหรือซูเปอร์เอลนีโญ ผลกระทบต่อการออกดอกของทุเรียนอาจเกิดได้หลายรูปแบบ

หนึ่งคือ แล้งเร็วเกินไป ทำให้ต้นยังไม่พร้อมออกดอก โดยเฉพาะต้นที่เพิ่งฟื้นหลังเก็บเกี่ยว

ใบยังไม่สมบูรณ์ หรืออาหารสะสมยังไม่พอ อุณภมูิสูงเกินไปทุเรียนก็ออกดอกไม่สม่ำเสมอ

สองคือ แล้งยาวเกินไป ทำให้ดอกแห้งและร่วงง่าย หลังเริ่มเห็นตาดอก ต้นทุเรียนยังต้องการน้ำอย่างเหมาะสม

หากขาดน้ำต่อเนื่อง ดอกจะเล็ก แห้ง และหลุดร่วงได้ง่าย

สามคือ ฝนผิดจังหวะ ทำให้แตกใบแทนดอก หากมีฝนหลงฤดูหรือให้น้ำมากเกินไปในช่วงชักนำดอก

ต้นอาจเปลี่ยนทิศทางจากการสร้างดอกไปเป็นการแตกใบอ่อน

สี่คือ ดอกออกหลายรุ่นในต้นเดียวกัน จากสภาพอากาศที่เดี๋ยวแล้ง เดี๋ยวฝน ทำให้ดอก

แต่ละรุ่นแย่งอาหารกัน ส่งผลต่อการติดผล ขนาดผล และคุณภาพผลผลิต

อุณหภูมิเกิน 38 องศา กระทบทุเรียนโดยตรง

ในช่วงเอลนีโญรุนแรง อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคืออุณหภูมิสูงจัด

โดยเฉพาะวันที่อุณหภูมิเกิน 38 องศา และเกิดติดต่อกันหลายวัน

แม้ทุเรียนเป็นพืชเขตร้อน แต่เมื่ออากาศร้อนจัด ต้นจะปิดปากใบ

เพื่อลดการสูญเสียน้ำ ส่งผลให้การสังเคราะห์แสงลดลง

ต้นสร้างอาหารได้น้อยลง ใบสลด ใบตก ปลายใบไหม้ ขอบใบไหม้ และรากฝอยเสียหายได้ง่าย

ชาวสวนต้องศึกษาการให้นำ้เพิ่มเติมและการติดสปริงเกอร์ปรับอุณหภมูิในแปลง

หากเกิดในช่วงออกดอกหรือผลอ่อน จะยิ่งกระทบหนัก ดอกอาจแห้งและร่วง ผลอ่อนร่วงง่าย

ผลขยายไม่เต็มที่ น้ำหนักลด และคุณภาพผลผลิตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

พูดง่าย ๆ คือ เมื่ออากาศร้อนจัดและน้ำไม่พอ ต้นทุเรียนจะเข้าสู่โหมด “เอาตัวรอด” มากกว่าการสร้างผลผลิต

 

แหล่งน้ำต้นทุน คือหัวใจของการรับมือปี 2569–2570

ในปีที่สภาพอากาศปกติ สวนทุเรียนอาจยังพึ่งพาฝนได้บางส่วน

แต่ในปีที่มีความเสี่ยงเอลนีโญรุนแรง การรอฝนอย่างเดียวถือว่าเสี่ยงมาก

แหล่งน้ำต้นทุนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการรักษาผลผลิต ชาวสวนควรตรวจสอบตั้งแต่วันนี้ว่า

สวนมีน้ำพอใช้ช่วงแล้งหรือไม่ บ่อหรือสระเก็บน้ำได้จริงหรือไม่ ระบบปั๊มและท่อส่งน้ำทั่วถึงหรือไม่

 และคุณภาพน้ำเหมาะสมกับทุเรียนหรือไม่ โดยเฉพาะค่า pH, EC และความเค็ม

นอกจากมีน้ำแล้ว ระบบให้น้ำต้องกระจายน้ำได้สม่ำเสมอ

ไม่สูญเปล่า และสามารถปรับปริมาณน้ำตามระยะของต้นได้

เพราะช่วงสร้างใบ ช่วงชักนำดอก ช่วงดอกบาน ช่วงติดผลอ่อน และช่วงขยายผล ต้องการน้ำไม่เท่ากัน

 

สรุป

ปี 2569–2570 อาจเป็นปีที่ชาวสวนทุเรียนต้องวางแผนรอบคอบกว่าปกติ

เพราะความเสี่ยงจากเอลนีโญรุนแรงไม่ได้กระทบแค่เรื่องฝนน้อย แต่กระทบทั้งระบบการผลิต

ตั้งแต่น้ำ ดิน ราก ใบ ดอก ผล และคุณภาพผลผลิต

 

ภาคตะวันออกต้องจับตาช่วงกันยายน–พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญ

ของการฟื้นต้น สร้างใบ และสะสมอาหารก่อนออกดอก

 

ภาคใต้ต้องจับตาช่วงธันวาคม 2569 – มิถุนายน 2570 ซึ่งอาจเป็นช่วงฝนแล้ง

หรือฝนทิ้งช่วงยาว กระทบต่อการออกดอก ติดผล และการพัฒนาผลโดยตรง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ชาวสวนต้องไม่เข้าใจว่า “แล้งมากเท่ากับออกดอกดี”

เพราะทุเรียนต้องการทั้งความชื้นที่เหมาะสม ต้นที่พร้อม และการกระทบแล้งในจังหวะที่ถูกต้อง

 

รายการ หญิงงาม Podcast ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับ
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

เพื่อถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมให้ชาวสวนทุเรียนไทยรับมือกับปีที่อากาศอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

รอติดตามคลิป ได้ในเพจfacebook ตราหญิงงาม เพราะในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว
ชาวสวนที่เตรียมน้ำ เตรียมดิน เตรียมราก และเตรียมต้นได้ก่อน
จะมีโอกาสรักษาผลผลิตและคุณภาพได้ดีกว่า

 

 

 

เป็นเพื่อนกับปุ๋ยตราหญิงงาม

ได้รับข่าวสาร
และโปรโมชันก่อนใคร